งานวิจัยนั้นจำเป็นเหมือนอาหาร - ทุน Smart Farming

เมื่อเราพูดถึงงานวิจัย บางคนได้ยินก็อาจจะขนลุกแล้ว มีทั้งตัวเลขที่ซับซ้อน มีทั้งภาษาทางการที่อ่านแล้วเข้าใจยาก แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นคือแหล่งอ้างอิความรู้ชั้นดีที่เราไม่ต้องมานั่งลองผิดลองถูกเองให้เสียเวลา ถ้าเปรียบงานวิจัยเป็นเหมือนอาหาร ก็คงหนีไม่พ้นเป็นอาหารของนักโภชนาการที่สารอาหารครบ 5 หมู่ รสชาติอาจไม่ค่อยถูกปากนักแต่มีประโยชน์ และทำให้ร่างกายเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ เปรียบเทียบให้เห็นภาพร่วมกันกับภาคเกษตรกรรมและงานวิจัย งานวิจัยเหมือนอาหารโภขนาการชั้นดี ที่คอยช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมการเกษตรเติบโตอย่างมีคุณภาพ

              ในยุคเกษตรอัจริยะหรือที่เราเรียกกันว่า Smart Farming ภาคเกษตรกรรมในยุคนี้เป็นยุคที่ผสานการเกษตรเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรม งานวิจัยหลากหลายชิ้นได้ถูกนำมาพัฒนาเข้ากับภาคเกษตรกรรม
รวมถึงเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตที่เกิดขึ้นแล้วในขณะนี้อย่างอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) อุปกรณ์ที่เชื่อมโย่งเครื่องจักรกลเข้ากันด้วยเครือข่าย Internet เราสามารถสั่งงาน ตรวจสอบความเรียบร้อย เช็คข้อผิดพลาดต่าง ๆ ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ลืมภาพเดิม ๆ ที่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อมาเปิดเครื่องรดน้ำให้กับแปลงผักได้เลยเพราะตอนนี้เรามีอุปกรณ์ทุ่นแรงสุดเจ๋งอย่างเครื่องรดน้ำอัตโนมัติ ที่สามารถตั้งเวลารดน้ำ และหยุดรดน้ำได้ ในขณะที่เราออกไปเที่ยวหรือทำธุระข้างนอกเครื่องรดน้ำยังสามารถส่ง SMS/Email มาแจ้งเตือนถึงสถานะการรดน้ำได้อย่าง Realtime เครื่องมือเหล่านี้จะเข้ามาช่วยลดแรงให้กับเกษตรกรได้ทำงานสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในอนาคตข้างหน้าเราอาจจะได้เห็นหุ่นยนตร์มาช่วยมนุษย์ทำงานเหมือนเราเห็น
ในภาพยนตร์ Sci-fi ก็เป็นได้
               งานวิจัยการเกษตรในยุค Smart Farming ที่เราพูดไปกันข้างต้นว่า “งานวิจัยได้ถูกนำมาพัฒนาเข้ากับภาคเกษตกรรม” งานวิจัยถูกนำมาพัฒนาใช้ตั้งแต่การตัดต่อยีนพืชเเละสัตว์ GMOs (Genetically Modified Organisms) ให้พืชสามารถสู้กับโรคพืชและมีผลผลิตที่ปริมาณมากขึ้นได้ งานวิจัยถูกนำมาพัฒนาใช้กับวิธีการเพาะปลูก เช่นการปลูกพืชได้ในดินทราย การลดการใช้น้ำลดลง การปลูกพืชในแนวทางใหม่ ๆ การนำผลผลิตมาแปรรูปต่าง ๆ และมีงานวิจัยอีกมากมายที่ผลิกโฉมใก้วงการเกษตร วันนี้ผมจะนำตัวอย่างงานวิจัยที่น่าสนใจเหล่านี้ มาบอกเล่าต่อให้ทุกท่านได้มีแรงบันดานใจมาพัฒนาต่อยอดให้ทุกท่านกันนะครับ

3 งานวิจัยผลิกโฉมวงการเกษตรกรรมโลก
อุตสหกรรมเกษตรและอาหาร เป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ในอนาคตจำนวนประชากรของมนุษย์จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลพื้นที่ทำการเกษตรถดถอยลง เนื่องด้วยสังคมเมืองที่ขยายรุกล้ำพื้นที่ทำการเกษตร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในหลาย ๆ ประเทศก็เริ่มออกนโนบายและพัฒนาในภาคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ ทุน Smart Farming แก่นักวิจัยเพื่อจะได้นำมาผลิตนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับอุตสหกรรมการเกษตร ทุนการศึกษาการเกษตรเพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ก้าวนำเทคโนโลยีและนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ในอนาคต อย่างประเทศไทยเองก็มีหน่วยงานที่สนับสนุนด้านนี้โดยตรงอย่าง สวก. สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์กรมหาชน) www.arda.or.th เกริ่นนำมาพอสมควรมาชมตัวอย่างงานวิจัยผลิกโฉมวงการเกษตรกันเลยค้าบบ

1.กลั่นจืด เปลี่ยนน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด
มีรายงานขององค์การสหประชาชาติที่ทำนายเอาไว้ว่า ภายในปี 2568 ประชากรกว่า 7,000 ล้านคนจาก 60 ประเทศจะประสบภาวะการขาดแคลนน้ำรุนแรง ซึ่งพื้นที่ที่ประสบกับการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงในขั้นวิกฤตจะมีอัตราการใช้น้ำอยู่ประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี

พื้นที่ 2 ใน 3 ที่ปกคลุมโลกคือน้ำ “แต่ทำไมจึงเกิดภาวะขาดแคลนน้ำขึ้น?” เพราะ 97.5% ของน้ำบนโลกคือน้ำเค็ม น้ำจืดมีเพียงราว ๆ 2.5 % เท่านั้น อิสราเอลใช้เทคโนโลยี Reverse Osmosis (RO) ที่สามารถกลั่นน้ำเค็มให้กลายมาเป็นน้ำจืดเพื่อน้ำมาอุปโภค/บริโภคต่อได้ แต่น้ำเค็มที่นำมากลั่นจืดนั้น ผลิตออกมาได้น้ำจืดออกมาได้แค่ 50% จากน้ำเค็มที่นำมาผลิตทั้งหมด น้ำเค็มที่เหลือจากการสกัดจะมีความเค็มสูงมากและน้ำเหล่านี้ต้องปล่อยกลับทะเล อิสราลจึงหาวิธีแก้ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดโดยการผสมกับน้ำหล่อเย็นและปล่อยกลับสู่ทะเลโดยมีระทรวงสิ่งแวดล้อมล้อมคอยกำกับให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม

2.ปลูกพืชในทราย
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates : UAE) อาหรับพัฒนาเทคโนโลยีในการปลูกพืชในทะเลทรายโดยใช้ Liquid Nanoclay ระบบนี้ทำให้ทรายสามารถกักเก็บน้ำได้ สามารถนำดินทรายไปปลูกพืชได้จากเดิมที่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี แต่นวัตกรรมนี้จะสามารถปลูกขึ้นได้ภายใน 7 ชั่วโมง นับว่าเป็นการเปิดมิติใหม่ในการเพิ่มพื้นที่ให้อุตสหกรรมการเกษตร และตอบโจทย์กับบริบทของโลกในอนาคตมาก ๆ เลยครับ

3. การปลูกเนื้อสัตว์ (In Vitro Meat)
การนำเสื้อสัตว์มาเพาะต่อในหลอดแก้ว เพาะเลี้ยงจนโตเป็นกล้ามเนื้อแดง ที่นำมาบริโภคได้ไม่ต่างจากเนื้อสัตว์ปกติ ช่วยลดการทำลายเพื่อนร่วมโลก แถมประชากรโลกยังมีทางเลือกอาหารให้รับประทานเพิ่ม งานวิจัยนี้นับว่าเป็นงานวิจัยที่ช่วยให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้นมาอีกหนึ่งขั้นเลยนะครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับคุณผู้อ่านทุกท่าน ที่อ่านมาทั้งหมดนี้นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มเท่านั้นนะครับ อันที่จริงประเทศไทยของเราเองก็มีงานวิจัยที่เจ๋งและน่าสนใจอยู่อีกเยอะมากสำหรับใครที่สนใจศึกษาวิจัยเกษตร หรือต้องการทุน Smart Farming (ทุกวิจัยการเกษตร) สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์กรมหาชน) www.arda.or.th หรือที่ Facebook Fanpage www.facebook.com/ardathai

สำหรับวันนี้ขออัพเดทกันพอหอมปากหอมคอเพียงเท่านี้ครั้งหน้ามีอะไรที่น่าสนใจ จะนำมาฝากทุกท่านในโอกาสหน้านะครับ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ