การทำเกษตรแบบอัจฉริยะ ( Smart farming )

คำว่าเกษตรยุค 4.0 คงเป็นคำที่แปลกใหม่สำหรับเกษตรกรในสมัยก่อน ในปัจจุบันมีคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักคำว่าเกษตรยุค 4.0 อีกต่อไปแล้ว การทำเกษตรในปัจจุบันหรือที่เรียกว่ายุค 4.0 ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อให้กระบวนการผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ แต่ในปัจจุบันกระจุกตัวของเทคโนโลยีในเกษตรกรไทยมักจะไปอยู่กับเกษตรกรกลุ่มเกษตรกรคนรุ่นใหม่ ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้ เช่น การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีวัดอุณหภูมิ การจัดจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ยังมีข้อจำกัดในหลายด้าน ทั้งด้านการพัฒนาความรู้ เงินทุน และต้องประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้วยตนเอง

ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำไปจนถึงส่งออกของสดหรืออาหารแปรรูปสู่ต่างประเทศได้ รายได้ของเกษตรกรนับเป็น 10 เปอร์เซ็นของ GDP ประเทศ ในสมัยก่อนภาคการเกษตรของประเทศไทยมีการเปลี่ยนรูปแบบของการทำการเกษตรมาแล้วครั้งใหญ่ จากการที่ใช้วิธีดั้งเดิมคือการทำการเกษตรจะต้องขึ้นอยู่สภาพอากาศเป็นหลัก แต่เมื่อเข้าสู่ช่วง2.0รัฐบาลมีการสนับสนุนให้มีการใช้เครื่องจักร ( Light Machine ) มาแทนแรงงานและใช้เครื่องจักรเพื่อควบคุมระบบน้ำเพื่อให้เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี และยังมีเครื่องจักรสำหรับในการเพิ่มกระบวนการผลิตในการส่งออกและแปรรูปได้อย่างเต็มรูปแบบ แต่สำหรับเกษตร 4.0 ในเมื่อเกษตรกรมีเครื่องจักรที่ใช้สำหรับในการแทนแรงงานการผลิตแล้ว ดังนั้น จะต้องอาศัยเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยเพื่อให้กระบวนการผลิตมีความแม่นยำมากขึ้น และควบคุมการผลิตและคุณภาพของผลผลิตได้ด้วย หรือที่เราเรียกกันว่า “การทำเกษตรแบบอัจฉริยะ” หรือ Smart farming นั่นเอง ซึ่งแน่นนอนว่าเทคโนโลยีดังกล่าวย่อมมีราคาที่สูงสำหรับเกษตรกรทั่วไปที่ไม่มีกำลังทรัพย์ ดังนั้นในการทำจะต้องได้รับการสนับ ทุน Smart farming จากหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องเป็นการทำสัญญาระหว่างตัวเกษตรกรเองกับองค์กร 

การทำระบบเกษตรแบบอัจฉริยะ ( Smart farming ) เป็นการทำฟาร์มอัจฉริยะเป็นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิเช่น ระบบคอมพิวเตอร์ การสื่อสาร และเทคโนโลยีชีวภาพมาผสมผสานกับงานด้านการเกษตร เพราะการที่เกษตรกรต้องพึ่งพากับปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้หลายอย่าง เช่น สภาพอากาศ ทำให้กระบวนการผลิตและผลผลิตที่ออกมาไม่ได้คุณภาพตามที่ต้องการ การมีเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยตรวจสอบสภาพอากาศที่ควบคุมไม่ได้เหล่านี้ จะเข้ามาช่วยปรับกระบวนการผลิตในไร่หรือฟาร์มของเกษตรกรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและช่วยแบ่งเบาภาระให้กับตัวของเกษตรกรเองด้วย ทำให้เกษตรกรสามรถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับกระบวนการผลิตหรือผลผลิตได้ทันทีและทำให้ผลผลิตออกมามีคุณภาพมากกว่าเดิม ซึ่งในอนาคตทำการระบบเกษตรแบบอัจฉริยะ ( Smart farming ) จะเกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยมีทรัพยากรที่อุมดมสมบูรณ์อยู่แล้ว หากมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้ได้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้ภาคการเกษตรของประเทศก้าวขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกได้ การทำระบบเกษตรแบบอัจฉริยะ ( Smart farming ) จะต้องอาศัยใช้เงินทุนในการจัดหาเทคโนโลยีมาใช้ หน่วยงานที่ให้การสนับสนุนทุนวิจัย Smart farming นอกจากหน่วยงานรัฐบาลแล้วยังมีหน่วยงานจากภาคเอกชนที่คอยสนับสนุนทุนวิจัยกับเกษตรกร

การทำเกษตรแบบอัจฉริยะ ( Smart farming ) เป็นการเปลี่ยนไร่นาและฟาร์มเกษตรแบบธรรมดา ให้กลายมาเป็นฟาร์มอัจฉริยะ ( Smart farming หรือ Intelligent farm ) สำหรับประเทศไทยมีแนวคิด “ Smart farming” เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาเกษตร เนื่องจากประเทศไทยยังประสบปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของการผลิต ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงและรายได้เกษตรกรยังคงมีรายที่น้อย เนื่องจากเกษตรกรไม่มีความรู้เพียงพอ ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสูง เป็นมิตรกับผู้บริโภคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำหรับประเทศไทยนับว่าการเผยแพร่องค์ความรู้ให้ถึงมือเกษตรกรทุกวัยและพื้นที่ ยังเป็นเป็นเรื่องที่จำเป็นและเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะอยู่ในขั้นตอนที่ต้องพัฒนาในหลายๆด้าน จะต้องมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน จึงต้องมีการร่วมมือกันระหว่าง เกษตรกรที่จะต้องเปิดใจรับกับเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยและนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกร เพื่อสร้างเทคโนโลยีที่ทันสมัยและตอบโจทย์ตัวเกษตรกรด้วย ทั้งภาครัฐและหน่วยงานของเอกชนจะต้องมีการสนับสนุนอย่างจริงจังในเรื่องนี้ เช่น การให้ทุน Smart farming กับนักวิชาการหรือแม้กระทั่งตัวเกษตรกรที่กำลังได้รับความเดือดร้อน ดังนั้น หากพวกเราร่วมแรงร่วมใจในการทำ ประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่มีการส่งออกสินค้าสินค้าเกษตรเป็นอันดับ 1 ของโลกได้อย่างไม่ยากแน่นอน